วันเวลา...ช่างผ่านไปรวดเร็วอาไรเช่นนี้กัน เหลือเวลาอีกเพียง 46 วันเท่านั้นเองในการเขียน thesis ของข้าพเจ้า มันไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ ในการทำ thesis เนี่ย ไหนจะต้องเก็บข้อมูล ไหนจะต้องทำการวิเคราะห์ข้อมูล และเขียนสรุปผลออกมา ตอนนี้ข้อมูลยังเก็บไม่ครบ ยังเหลือคนที่ต้องสัมภาษณ์อีกร้อยกว่าคน แต่มีข้อจำกัดไว้ว่าจะต้องเก็บให้หมดภายในสิ้นเดือนนี้ โฮ ๆๆๆ ช่างท้าทายอะไรเยี่ยงนี้เล่า

พูดถึงเรื่องการเก็บข้อมูลนั้น ต้องสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างหลายร้อยคน การสัมภาษณ์ืข้าพเจ้าจะโทรไปสอบถามขอ e-mail เขามา แล้วจัดส่งแบบสอบถามไปทาง e-mail แล้วให้เขาส่งกลับมา โดยกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจเป็นนิสิตรุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้ว บางคำถามก็ถูกค่อนแคะว่ามันลึกเกินไป เขาไม่อยากตอบจะได้รึไม่ ตัวข้าพเจ้าเองแม้อยากได้ข้อมูลใจจะขาด แต่เมื่อไม่ได้ก็ต้องจำยอมตัดทิ้งไปแล้วกล่าวแต่เพียงว่า "ไม่เป็นไรครับ จะจัดให้ครับ" เอ้ย ไม่ใช่ นั่นมันคำพูดของซิคเว่้ เบรก้า CEO ของ Dtac ....ข้าพเจ้าก็พูดได้แต่เพียงว่า "ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากครับ" แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าคำตอบของพวกเขาแต่ละคนมีคุณค่าเพียงใดสำหรับข้าพเจ้า จบรึไม่จบขึ้นอยู่กับแบบสอบถามแผ่นนั้น

แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ท้อถอยหรอกนะ ยังคงหน้าด้านหน้าทน โทรตามขอส่งแบบสอบถามไปเรื่อย ๆ บางคนก็หลงลืมตอบให้มั่ง แต่บางคนนั้นก็ดีใจหายช่วยเหลือดีมาก ช่วยแม้กระทั่งจะช่วยส่งแบบสอบถามชุดนี้ให้เพื่อนฝูงของเขาอีกด้วย สาธุบุญกุศลขอให้ก้าวหน้าด้วยเถิด ร่ายมาก็ยาวแล้ววันนี้คงต้องพอแค่นี้ เดี๋ยว ๆ จะต้องโทรไปขอส่งแบบสอบถามอีกยี่สิบกว่าคน...ข้าพเจ้าขอลา

 





edit @ 14 Feb 2008 16:09:19 by แพนด้าในตำนาน

ย้อนเวลา ไปหลายเดือนก่อน ช่วงเวลานั้นเป็นฤดูกาลแห่งการศึกษาต่อที่เด็ก ๆ พึ่งเสร็จสิ้นกับการ entrance สายของวันหนึ่งผมกำลังจะเดินไปที่คณะ เจอลุงคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่า

"เ่อ่อ..หนูเรียนอยู่ที่นี่รึป่าวครับ ลุงมีเรื่องอยากจะถามหน่อย"

"อ้อ...ใช่ครับ ผมเรียนอยู่ที่นี่"

"พอดีลูกลุงมัน ent ติดที่นี่ แต่ทีนี้ทางมหาวิทยาลัยนัดให้นิสิตใหม่ทุกคนต้องเข้าปฐมนิเทศบัณฑิตใหม่น่ะ"

"จำเป็นไหมว่าจะต้องเข้าปฐมนิเทศกันทุกคน"

"ก็จำเป็นนะครับ ที่นี่เขาจะบังคับให้เข้าปฐมนิเทศกันทุกคน เพื่อที่นิสิตใหม่จะได้ทราบเรื่องราวการใช้ชีวิต การปรับตัวก็น่าจะเป็นประโยชนกับน้องเขา์นะครับ"

"แล้วจำเป็นมั้ย ? ที่จะต้องแต่งชุดนิสิตมา"

ผมก็ตอบไปว่า

"ก็ตามระเบียบนะครับ ลุง"

"พอดีลุงยังไม่มีตังค์ที่จะซื้อชุดใหม่ให้ลูกลุงเลย แล้วทีนี้ลูกลุงเขาก็อายเพื่อน ๆ ถ้าหากว่าจะต้องแต่งชุดอยู่บ้านเข้าไปปฐมนิเทศด้วย"

พอได้ฟังถึงประโยคนี้ก็รู้สึกเศร้าขึ้นมานิด ๆ แน่นอนว่าเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากเครื่องแต่งกายแล้ว ค่าเล่าเรียนอันเป็นหัวใจหลักอันหนึ่งสำหรับการได้ศึกษาต่อจนสำเร็จของลูกลุงน่าจะมีปัญหาในอนาคตแน่ ๆ

...................................................!!!????!!!!!...............................................................

จะว่าไปไอ้เรื่่องการศึกษาบ้านเรา อยากจะบอกว่ามันอ่อนแอมาก ๆ ที่บอกว่ามันอ่อนแอนั่นก็เพราะว่าเมืองไทยไม่สามารถสร้างภูมิปัญญา สร้างความรู้ต่าง ๆ เองได้ จำต้องเดินตามความรู้ของพวกต่างชาติ ซึ่งมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ที่จะต้องเดินตาม ไม่อย่างนั้นมันก็จะล้าหลังยิ่งกว่าเดิมอีก การขยายโอกาสทางการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำหรับการพัฒนาประเทศ บ้านเราการศึกษามันดันกระจุกตัวอยู่ในที่ ๆ หนึ่งมากเกินไป แต่ก็ยังดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ

ผมเองก็เป็นเด็กต่างจังหวัด เลยได้เข้าใจถึงความเสียเปรียบทางการศึกษาในบางส่วน ขอ ย้ำว่าบางส่วน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองเป็นส่วนใหญ่ การเสียเปรียบทางการศึกษายิ่งนานวันช่องว่างมันก็ยิ่งห่างมากขึ้น สังเกตได้จากการแข่งขันทางความวิชาการในระดับประเทศ พบว่าเด็กที่ได้รางวัลส่วนใหญ่นั้นก็มาจากโรงเรียนชื่อดังในส่วนกลาง น้อยมาก ๆ ที่เด็กต่างจังหวัดจะได้รับรางวัลเฉกเช่นเดียวกัน

คำถาม ? ถ้าเป็นคุณผู้ซึ่งมีอำนาจในการจัดการกับเรื่องการศึกษา คุณจะแก้ปัญญาี้ความเหลื่อมล้ำทางวิชาการนี้ยังงัย (เครียดไปป่าวหว่า)

 

 

 

 

 



edit @ 18 Dec 2007 13:18:08 by แพนด้าในตำนาน

โอ้ละเหวย...หากโลกนี้ขาดความต่อเนื่องไปจะเกิดอะไรขึ้น พีระมิดจะสร้างเสร็จมั้ย ? กำแพงเมืองจีนอันลือลั่นสนั่นโลกจะยาวหลายพันลี้รึป่าว ? นครวัดจะกลายเป็นมรดกล้ำค่าของโลกได้อย่างไร...ถ้าขาดความต่อเนื่องของการกระทำ ถ้าหากมนุษย์เอาแต่คิด ๆ แล้วก็ทำ แต่ถ้าเป็นการทำแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ งานมันจะเสร็จสำเร็จได้รึป่าว ไม่ว่าจะทำอะไรแล้วนอกจากจะมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่ดีแล้ว มีการกระทำในสิ่งที่ได้คิดแล้ว แต่ก็อย่างลืมกระทำให้มันต่อเนื่องด้วยละน้อ... เพราะความต่อเนื่องเนี่ยมันเป็นปัจจัยเงาที่แฝงอยู่ในคำว่าความสำเร็จเชียวนะเด็ก ๆ ถ้าหากเขียนเป็นสมการก็จะได้ว่า

ความสำเร็จ = คิดริเริ่ม + ลงมือทำ + จะทำอย่างต่อเนื่องไม่ย่อท้อหรอกเฟ้ย

อ่ะนะ แล้วทีนี้มาดูสมการแห่งความล้มเหลว มันต่างกันเพียงตัวแปรบางตัวเองนะจะบอกให้

ความล้มเหลว = คิดริเริ่ม + ลงมือทำ + ขี้เกียจแล้วเฟ้ยยขอนอนก่อน

เห็นมั้ย ตัวแปรต่างกันแค่ไม่กี่ตัว แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันส่งผลต่างกันราวฟ้ากะเหว

ในตัวคนเราน่ะมันมีทั้งสิ่งที่เป็นสุดยอดแห่งพลังขับเคลื่อนและมีสิ่งที่เรียกว่าสุดยอดแห่งการขัดขวาง ซึ่งทุกอย่างมันอยู่ที่ใจเราว่าจะหยิบจับเอาอะไรมาใช้ ความสำเร็จและล้มเหลวมันต่างกันด้วยเส้นกั้นบาง ๆ ที่เรียกกว่าความต่อเนื่องนี่แหละเฟ้ย... วันหลังจะแต่งนิทานมาเล่าให้ฟังดีป่าว !!??

 


 



edit @ 12 Dec 2007 16:42:33 by แพนด้าในตำนาน